‘พระภรรยากษัตริย์จิกมี’ ทรงตั้งพระครรภ์ที่ 2 แล้ว

กษัตริย์จิกมี ทรงประกาศข่าวมงคล สมเด็จพระราชินีเจทซุน เพมา ทรงตั้งพระครรภ์ที่ 2 แล้ว

หากเอ่ยถึงกษัตริย์ต่างชาติที่คนไทยรักใคร่ชื่มชม และยังมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับประเทศไทย เชื่อว่าแทบทุกคนต้องนึกถึง “กษัตริย์จิกมี” หรือ “สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก” กษัตริย์หนุ่มรูปงามแห่งภูฏาน ซึ่งมากด้วยพระปรีชาสามารถ เพียบพร้อมด้วยพระจริยวัตรอันงดงาม

ทำให้เป็นที่รักยิ่งของพสกนิกรชาวภูฏาน ทั้งนี้ยังรวมถึงประชาชนชาวไทยอีกด้วย เพราะพระองค์ทรงมีในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นต้นแบบและแรงบันดาลใจ อีกทั้งยังทรงเดินตามรอยพ่อหลวงของเราในทุกๆ ด้านอย่างน่าชื่นชม

และการเป็นพระบิดา นับเป็นอีกหนึ่งบทบาทของกษัตริย์จิกมีที่น่าประทับใจยิ่งนัก เห็นได้จากพระบรมฉายาลักษณ์ในโมเมนต์พ่อลูกอบอุ่น ที่พระองค์ฉายร่วมกับพระราชโอรสพระองค์น้อย “เจ้าฟ้าชายจิกมี นัมเกล วังชุก มกุฎราชกุมารแห่งภูฏาน” ในวัย 3 พรรษา อยู่บ่อยครั้ง

และล่าสุดเมื่อวันที่ 18 ธ.ค. สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรภูฏาน ทรงประกาศ ระหว่างการเสด็จร่วมในงานวันชาติปีที่ 112 ของราชอาณาจักรภูฏาน ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงทิมพู ประเทศภูฏาน ว่า สมเด็จพระราชินีเจทซุน เพมา วังชุก ทรงตั้งพระครรภ์ที่ 2 แล้ว และจะมีพระประสูติกาลในปีหน้า แต่ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดอื่นๆ แต่อย่างใด

คาดว่าประชาชนชาวภูฏานและผู้คนทั่วโลกที่ติดตามและให้ความสนใจราชวงศ์ภูฏาน คงได้ยลโฉมรัชทายาทองค์ที่ 2 ของกษัตริย์และพระราชินีแห่งภูฏานในฤดูใบไม้ผลิปี 2020 แน่นอน โดยที่องค์รัชทายาททั้งสองจะมีพระชนมายุห่างกัน ราว 4-5 ชันษา

เพราะพระโอรสองค์โต “เจ้าชายเกลเซย์ จิกมี นัมเกล วังชุก” ผู้เป็นเจ้าชายน้อยแห่งภูฏาน ทรงประสูติเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2559 ซึ่งพวกเราก็หวังว่าพระราชินีเจตซุน เพมา จะทรงมีพระพลานามัยแข็งแรงยิ่งๆ ขึ้นไป ส่วนจะเป็นพระราชโอรสหรือพระราชธิดา ก็คงต้องรอลุ้นกันต่อไป

เจ้าฟ้าชายจิกมี นัมเกล วังชุก

ทั้งนี้เรื่องราวความรักของพระราชาธิบดีจิกมีและพระราชินีเจตซุนนั้น ช่างเป็นเส้นทางความรักที่แสนโรแมนติคเกินกว่าใครจะคาดคิด แทบจะเรียกว่าเป็นตำนานรักสะท้านโลกก็ว่าได้ เมื่อกษัตริย์จิกมีทรงเคยคุกเข่าขอเด็กผู้หญิงวัย 7 ขวบชื่อ “เจตซุน” แต่งงาน ขณะที่พระองค์เองเพิ่งมีพระชนม์ 17 ชันษาเท่านั้น โดยเจ้าชายรูปงามได้ให้สัญญากับเด็กหญิงว่า “ถ้าเธอโตขึ้นเมื่อไหร่ และเรายังเป็นโสด ไม่มีใคร เราจะกลับมาขอเธอแต่งงาน”

แต่ใครจะคาดคิดว่าเหตุการณ์ครั้งนั้น ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างการไปปิกนิกของสองครอบครัวที่ ‘กรุงทิมพู เมืองหลวงภูฏาน’ จะตราตรึงอยู่ในหทัยเจ้าชายรูปงามตลอดมา จนกลายเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงต่อหน้าพระพักตร์ของพระองค์

เมื่อพรหมลิขิตชักนำให้ทั้งคู่กลับมาพบกันอีกครั้ง ทำให้กษัตริย์จิกมีผู้ทรงถวิลหารักแรกพบในวัยเด็กไม่เสื่อมคลาย ทรงตัดสินพระทัยสละโสด พร้อมทั้งประกาศข่าวมงคลในพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ขณะที่พระองค์ทรงมีพระชนม 31 พssษานั่นเอง โดยทรงกล่าวว่า

“ในฐานะกษัตริย์ ถึงเวลาแล้วที่ข้าพเจ้าจะต้องอภิเษกสมรส หลังใคร่ครวญรอบคอบ ข้าพเจ้าเห็นว่าพิธีดังกล่าวควรจัดขึ้นปลายปีนี้ หลายท่านคงมีความคิดเห็นว่าพระราชินีองค์ใหม่ควรมีบุคลิกลักษณะอย่างไร เธอต้องเป็นสตรีที่งดงาม

ฉลาดหลักแหลม และสง่างาม แต่ข้าพเจ้าเชื่อว่าด้วยเวลาและประสบการณ์ คนเราย่อมสามารถเติบโตขึ้นเป็นผู้ที่มีพลัง ไม่ว่าจะมาจากชนชั้นใดก็ตาม ขอเพียงมีความเพียรพยายามอย่างเหมาะควรเท่านั้น สำหรับพระราชินีของภูฏานแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดในฐานะปัจเจกบุคคลคือต้องเป็นคนดี และในฐานะพระราชินี ก็ต้องมีความมุ่งมั่นไม่ท้อถอย ที่จะรับใช้ประเทศชาติและประชาชน”

ซึ่งหลังจากพระราชพิธีอภิเษกสมรสผ่านไปจนมาถึงวันนี้ กษัตริย์จิกมีทรงทำให้ประชาชนชาวภูฏานเห็นผ่านการกระทำของพระองค์มาตลอด นั่นคือ การที่ทรงรักและทะนุถนอมพระราชินีของพระองค์อย่างมาก ด้วยการทรงจูงมือ โอบกอด พูดคุยแสดงความรักกัน สมกับที่เป็นรักแรกและรักเดียวของพระองค์ จนได้รับฉายาจากสื่อต่างประเทศให้เป็น “วิลเลียมและเคทแห่งหิมาลัย”

“เจ้าฟ้าชายพระองค์น้อย” แห่งภูฎาน ที่ทำให้ “สมเด็จพระเทพฯ” แย้มพระสรวล