พระองค์เจ้าโสมฯ ในฐานะ ‘นักคหกรรม’ ทรงคิดค้นสูตรอาหารเพื่อประทานแก่ราษฎร

‘พระองค์ภาฯ’ ทรงทำอาหารสูตร ‘พระองค์เจ้าโสมสวลีฯ’

ในวโรกาสครบรอบวันคล้ายวันประสูติของพระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เฉลิมพระเกียรติพระองค์ท่านในแง่มุมของการเป็นนักคหกรรม ซึ่งพระองค์มีพระปรีชาสามารถในด้านการปรุงอาหาร โดยเฉพาะเมนูสุขภาพที่หลายคนได้เคยลิ้มลองฝีพระหัตถ์ แล้วต่างชื่นชมในความเอร็ดอร่อย โดยพระองค์หญิงประทานตำรับอาหาร 2 รายการคือ ไส้กรอกเห็ดหมูบด กับ ห่อหมกเห็ดฟาง เพื่อพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือชื่อ ตำรับอาหารเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยากเล่ม 2

ณ วังศุโขทัย ตั้งอยู่มุมถนนขาวและถนนสามเสน เป็นวังที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา

ในครั้งนั้นสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างวังศุโขทัยพระราชทานเป็นของขวัญในการอภิเษกสมรสของกรมขุนสุโขทัยธรรมราชากับหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี สวัสดิวัตน์

เมื่อปี พ.ศ. 2461 โดยได้รับพระราชทานนามวังจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า “วังศุโขไทย” วังศุโขทัยได้รับการยกย่องว่าเป็นสถาปัตยกรรมที่สมบูรณ์แบบที่สุด ในด้านการก่อสร้าง โดยประยุกต์ผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมตะวันตก

ด้านรูปแบบตัวอาคารและตกแต่งด้วยศิลปะแบบไทย ประกอบด้วย ตำหนัก 3 หลัง คือ ตำหนักใหญ่ ตำหนักไม้ ตำหนักน้ำ ภายในพระตำหนักมีระเบียงทางเชื่อมระหว่างตำหนัก ซึ่งเป็นการออกแบบก่อสร้างตามอย่างตะวันตก

หากแต่ใช้ไม้เป็นวัสดุแกะสลักลวดลายตามชายคาแบบไทยอย่างสวยงาม ในช่วงที่สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถประชวร มักจะเสด็จมาพักผ่อนพระอิริยาบถที่ตำหนักน้ำซึ่งตั้งอยู่ริมคลองสามเสนอยู่เป็นประจำ

เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงขึ้นครองราชสมบัติแล้ว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ได้เสด็จไปประทับที่พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิตระยะหนึ่ง

แล้วเสด็จกลับมาประทับที่วังศุโขทัยอีกครั้ง ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 หลังจากนั้นประมาณปีเศษ ทั้งสองพระองค์ได้เสด็จไปประทับที่ประเทศอังกฤษ จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 ช่วงนั้นวังศุโขทัยตกเป็นกรรมสิทธิ์ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และใช้เป็นสถานที่ราชการ จนกระทั่งสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีเสด็จกลับมาประทับที่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

แล้วจึงได้เสด็จมาประทับที่วังศุโขทัยอีกครั้งเมื่อ พ.ศ. 2511 จนเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2527 และก่อนหน้าที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวจะรับการอัญเชิญขึ้นทรงราชย์

พระองค์ได้ประทับ ณ ที่นี่ แต่ต่อมาได้ย้ายที่ประทับไปที่พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต โดยปัจจุบันเป็นที่ประทับของสมเด็จเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

และสมเด็จเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พระตำหนักใหญ่ เป็นพระตำหนักที่ประทับ ก่ออิฐฉาบปูน มีความสูง 2 ชั้น หลังคาทรงปั้นหยาผสมกับทรงจั่ว ส่วนยอดจั่วประดับด้วยไม้จำหลัก

ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของรูปทรงหลังคาที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 6 พระบัญชรเป็นบานกระจก ตอนบนไม่มีที่กัน เป็นบานไม้ ภายในมีการตกแต่งฝ้าเพดานเฉพาะส่วนที่เป็นห้องสำคัญ พระตำหนักพัชราภิรมย์

เป็นพระตำหนักที่ประทับของ สมเด็จเจ้าเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พระตำหนักสิรินภาลัย เป็นพระตำหนักที่ประทับของ สมเด็จพระเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา

ตำหนักไม้ เป็นตำหนักที่ประทับชั่วคราว บางครั้งใช้เป็นที่รับแขกหรือพระประยูรญาติที่เสด็จมาประทับก่อสร้างด้วยไม้สักทั้งหลัง รอบ ๆ ตำหนักมีเฉลียงเดินได้เกือบรอบ ฝาผนังเป็นแบบฝาไม้บังใบตีทางนอน มีคร่าวไม้อยู่ด้านนอก

ตำหนักน้ำ อยู่ริมคลองสามเสน เป็นตำหนักโปร่ง ๆ มีห้อง 2 ข้าง ตรงกลางเป็นทางลงสู่คลองสามเสน พระทวารและพระบัญชรเป็นบานเกล็ดไม้ ที่ชายคาตำหนักมีไม้จำหลักลายอยู่โดยรอบ

พลโทหญิง สมเด็จพระเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา (ประสูติ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2521) เป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

ประสูติแต่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ได้รับพระราชโองการแต่งตั้งเป็นนายทหารราชองครักษ์พิเศษ[1]และได้รับพระราชโองการแต่งตั้งเป็นนายทหารพิเศษประจำกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์