เส้นทางนักร้องขวั ญใจผู้ใช้แร งงานไมค์ ภิรมย์พร

เส้นทางนักร้องของไมค์ภิรมย์พร ชมภาพ วันนี้เราจะพาทุกท่านไปเจาะลึกเส้นทางชีวิตของนักร้องขวัญใจผู้ใช้แรงงานว่ากว่าจะมีวันนี้เขาต้องผ่านอะไรมาบ้างโดยไมค์นั้นเกิดในครอบครัวที่มีอาชีพชาวนาทำไร่ทำสวนและรับจ้างทั่วไปถือว่าเกิดในครอบครัวที่มีฐานะยากจน จนไมค์ถึงขนาดเคยรับจ้างตัดฟื้นเพราะนาที่ท่าอยู่นั้นแล้งจนไม่สามารถผลิตข้าวได้จึงต้องออกท่างานเสริมด้วยความชอบด้านการร้องเพลงของไมค์ตั้งแต่เล็กบวกกับความใฝ่ฝันอยากจะเป็นนักร้องเขาจึงไปโชว์เสียงร้องเพลงของเขาอยู่ตลอด เมื่ออายุได้ 17 ปีไมค์ต้องเดินทางเพื่อเข้ามาหางานทำที่กรุงเทพฯซึ่งความยากจนทำให้เรียนมาน้อย

จึงต้องหางานที่ไม่ต้องการใช้วุฒิคำตอบของไมค์ในตอนนั้นจึงเลือกอาชีพก่อสร้างแถวบางบอนโดยไมค์ทำอยู่ 3-4 เดือน ด้วยความเป็นคนมีอารมณ์ศิลปินจึงชอบขึ้นไปบนดาดฟ้าเป่าขลุ่ยแซวสาวโรงงานและระบายความเหงากับความคิดถึงบ้านจากนั้นเมื่องานก่อสร้างเสร็จไมค์จึงเดินทางกลับหันไปทำงานรับจ้างทำไร่นากับครอบครัวแต่จุดพลิกผันเมื่อไมค์อายุได้ 23 ปีได้มาเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตอนแรกถูกส่งไปประจำที่โรงงานแถวลาดกระบังซึ่งที่พักกันดารมากเขาอยู่ได้เดือนกว่าก็ย้ายมาอยู่ที่นาซ่าติสโก้เธคซึ่งโด่งดังมากในขณะนั้น โดยทำหน้าที่ตรวจตราความเรียบร้อยและโบกรถอำนวยความสะดวกในช่วงวันหยุด

เขาก็จะรับจ๊อบเป็นพนักงานรับรถแขกที่มาเที่ยวนาซ่าด้วยเขาได้รู้จักกับเจ้าของผับที่เปิดด้านล่างนาซ่าก็เลยฝากเนื้อฝากตัวขอเป็นพนักงานเสิร์ฟ เพื่อให้ได้เข้าใกล้ความฝันเรื่องการเป็นนักร้องของเขาเพราะที่นี่เขาได้เจอดารานักร้องชื่อดังที่มาเที่ยวและมาเปิดผับแถวนั้นมากมายระหว่างนั้นเขาช่วยดูแลนักดนตรีวง THE JET ที่เล่นอยู่ที่ผับเป็นพิเศษเลยได้รับความเอ็นดูจากนักดนตรี และวันหนึ่งจอห์นนูโวกับโจนูโวก็มาติดต่อวงดนตรีของนักดนตรีเหล่านี้ไปเล่นแบ็คอัพให้กับใหม่เจริญประนักดนตรีเหล่านี้ก็เลยชวนเขาไปเป็นพนักงานประจำวงด้วยโดยทำหน้าที่หลังเวทีทุกอย่าง เวลาว่างเขาก็ชอบไปยืนดูใหม่ร้องเพลงและฝันอยากจะเป็นเช่นนั้นบ้างวันหนึ่งนักดนตรี

แนะนำให้รู้จักกับนักจัดรายการคนหนึ่งชื่อสุพจน์สุขกลัดที่เป็นทั้งดีเจและโปรดิวเซอร์ให้กับสมหมายน้อยดวงเจริญหมอล่าชื่อดังในสมัยนั้น และหันมาทำร้านอาหารไมค์ภิรมย์พรก็ตามอาจารย์มาด้วยโดยมาช่วยเสิร์ฟต่อมาก็พัฒนามาเป็นถูกระหว่างนั้นเขาเคยไปช่วยสมหมายน้อยร้องประสานเสียงและร้องเพลงโฆษณาเตาแก๊สกับทำเดโมเอาไว้ชุดหนึ่งแต่หลังจากอาจารย์สุพจน์ที่ทำร้านอาหารต้องปิดกิจการไมค์ภิรมย์พรก็ต้องระเหเร่ร่อนอีกครั้งก่อนที่จะได้ทำงานเป็นคนตักน้ำแข็งและล้างแก้วอยู่ที่ผับในโรงแรมนารายณ์และด้วยความขยันทำให้เขาได้เลื่อนตาแหน่งมาเป็นบาร์เทนเดอร์ และได้เป็นหัวหน้าบาร์ในที่สุดซึ่งที่นี่เขามีโอกาสได้ร้องเพลงโชว์ความสามารถด้วยแต่ต่อมาผับก็ต้องปิดกิจการไป

และได้ไปเป็นพนักงานในห้องน้ำแต่ทำได้พักหนึ่งผับก็ปิดอีกไมค์ภิรมย์พรรู้สึกท้อเลยอยากท่ากิจการของตัวเอง ซึ่งก็ได้รับคำแนะนำให้นำเดโมเทปไปให้อาจารย์จรัลสารีวงษ์โปรดิวเซอร์ของแกรมมี่ราว 2 สัปดาห์เขาก็ถูกเรียกตัวมาเทสต์เสียงซึ่งเขาก็ทำได้ดีจากนั้นประมาณครึ่งเดือนต่อมาอ. จรัลก็โทรบอกว่าเขาอาจจะมีสิทธิ และเมื่อเขามาที่บริษัทก็ได้เซ็นสัญญาเป็นศิลปินลูกทุ่งคนแรกของแกรมมี่ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาให้กลายเป็นนักร้องที่มีชื่อเสียงแต่ก็ไม่เคยลืมท้องไร่ท้องนาอีกทั้งเขายังมีบุตรสาวถึงสามคนที่ขยันขันแข็งเหมือนคุณพ่อ ส่วนภรรยาของเขาที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมานั้นไมค์ภิรมย์พรบอกว่าไม่อยากเปิดเรื่องภรรยาและครอบครัวมากนักอยากให้เขาอยู่แบบส่วนตัวและติดตามเขาที่ผลงานมากกว่ายังไงแล้วแฟนๆก็ต้องคอยติดตามผลงานของเขาต่อไปค่ะ